วิธีเลือกร้านขายดอกไม้ออนไลน์ ให้ถูกใจ ได้รับของตรงปกกับที่ร้านโชว์

วิธีเลือกร้านขายดอกไม้ออนไลน์

ช่อดอกไม้สวย ๆ คือสื่อแทนใจที่สร้างความสุขใจกับผู้ให้และสร้างความประทับใจให้กับผู้รับได้ตลอดกาล ไม่ว่าจะเป็นการให้เพื่อแสดงความรัก ให้กำลังใจ แสดงความยินดี แทนคำขอบคุณ ขอโทษหรือแสดงความเสียใจในโอกาสต่าง ๆ ทั้งนี้ด้วยรูปลักษณ์และกลิ่นหอมที่เป็นเสน่ห์ของดอกไม้ จึงทำให้ดอกไม้ยังคงเป็นสิ่งแทนใจชิ้นสำคัญที่คนเลือกใช้เสมอมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ในสมัยก่อนหากเราต้องการให้ดอกไม้ใครสักคน ถ้าไม่ไปที่ร้านขายดอกไม้เพื่อเลือกเอง ก็ต้องโทรไปสั่งจอง โดยอาศัยคำแนะนำจากเจ้าของร้านพร้อมจินตนาการถึงช่อดอกไม้ที่ได้ หากตรงกับที่สั่งหรือเป็นร้านประจำที่ไว้ใจได้และใช้งานเป็นประจำก็คงดี แต่หากช่อดอกไม้ที่ได้ไม่เป็นไปตามใจที่ต้องการ ก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากทำใจและไม่เลือกใช้บริการร้านดอกไม้ร้านนั้นอีกในคราวต่อไป

ต่างจากในปัจจุบันที่เป็นยุคแห่งโลกออนไลน์ เราสามารถหาซื้อสินค้าได้ง่ายดายผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งรวมถึงดอกไม้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดเพียงปลายนิ้วสัมผัสหน้าจอ เราก็สามารถสั่งดอกไม้ เลือกดูรูปภาพ ตัวอย่างดอกไม้ และชำระเงินได้โดยไม่จำเป็นต้องพบหน้ากับเจ้าของร้าน แถมยังมีโอกาสได้เห็นดอกไม้ที่สั่งก่อนได้รับของจริงอีกด้วย เรียกได้ว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้

ถึงอย่างไรก็ตามยังมีคนหัวใสอาศัยความทันสมัยของเทคโนโลยีสมัยนี้ หลอกลวงและแอบอ้างกับผู้บริโภค ทำให้เรามีโอกาสตกเป็นเหยื่อของร้านดอกไม้ที่ไม่ดีได้ ดังนั้นการเลือกร้านขายดอกไม้ในดวงใจให้เจอจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว

การมองหาร้านดอกไม้ให้ได้ของที่ถูกใจ

1.        เลือกร้านที่มีทำเลอยู่ใกล้กับผู้รับ เพื่อความสะดวกในการส่งดอกไม้

2.        ควรเป็นร้านที่มีบริการรับจัดดอกไม้ทุกประเภท เช่น ช่อดอกไม้สด ช่อดอกไม้แห้ง ดอกไม้ไหมพรมถัก ดอกไม้ที่ทำจากเงินสด รวมทั้งมีอุปกรณ์ประดับตกแต่งครบถ้วน มีการจัดดอกไม้ในรูปแบบหลากหลาย ทั้งแบบเป็น ช่อดอกไม้แจกันดอกไม้ กระเช้าดอกไม้ พานดอกไม้ ดอกไม้ในกล่อง ตะกร้าดอกไม้ มงกุฏดอกไม้ ดอกไม้สลับกับช็อคโกแลต ซุ้มดอกไม้ พวงมาลัยและพวงหรีด

3.        เลือกร้านที่มีจุดเด่นตามเนื้องานที่เราต้องการ เนื่องจากแต่ละร้านอาจให้บริการครบถ้วนคล้าย ๆ กัน แต่มักมีความถนัดหรือจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป เช่น บางร้านถนัดการจัดช่อดอกไม้เล็ก ๆ สวย ๆ น่ารัก เหมาะกับงานร่วมแสดงความยินดีอย่างช่อดอกไม้รับปริญญา หรือช่อดอกไม้ให้คนรักในวันวาเลนไทน์ เป็นต้น ในขณะที่บางร้านอาจมีวัตถุดิบดอกไม้สดนำเข้าหายากที่ร้านอื่นไม่มี

4.        มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องการจัดดอกไม้ ซึ่งจะสามารถให้คำปรึกษากับลูกค้า และแนะนำประเภทดอกไม้ที่เหมาะสมกับความต้องการได้

5.        สามารถเข้าไปดูตัวอย่างผลงานการจัดดอกไม้ของทางร้านได้ เพื่อเป็นการตรวจสอบความน่าเชื่อถือและฝีมือการจัดดอกไม้ หรืออาจเป็นตัวอย่างผลงานการจัดดอกไม้ทางหน้าเว็บไซต์ Facebook หรือ IG ก็ได้เช่นกัน

6.        เป็นร้านที่มีช่องทางการติดต่อหลากหลาย ทั้งทางโทรศัพท์ หน้าเว็บไซต์ อีเมล เฟสบุ๊ค ไลน์ เป็นต้น

7.        เป็นร้านที่มีช่องทางการชำระเงินให้เลือกหลากหลาย ตามความสะดวกของลูกค้า ทั้งการโอนเงินผ่านธนาคาร การชำระด้วยบัตรเครดิต การเก็บเงินปลายทาง หรือการชำระผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์

8.        ควรเป็นร้านที่เปิดให้บริการทุกวัน หรือบอกช่วงเวลาให้บริการที่ชัดเจน สามารถรับสั่งดอกไม้ทางออนไลน์ได้ตลอดเวลา

9.        เป็นร้านที่สามารถส่งดอกไม้ได้ภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง หลังจากจัดดอกไม้เสร็จ มีการรับประกันความสดใหม่ของดอกไม้ รวมถึงรับประกันความพึงพอใจของลูกค้า

10.      เป็นร้านที่มีบริการส่งดอกไม้ที่มีความปลอดภัย ทั้งระบบการป้องกันดอกไม้เสียหายระหว่างทาง หรือความปลอดภัยของผู้ส่งเอง เช่น การสวมหมวกกันน็อก ไม่ใช้แรงงานเด็ก และมีใบขับขี่ถูกต้องตามกฎหมาย

ดังนั้นไม่ว่าเราจะเลือกใช้บริการร้านขายดอกไม้ร้านไหน จังหวัดใด เพียงแต่เราพยายามเลือกร้านมีคุณสมบัติตามด้านบนครบถ้วนและตรวจสอบได้ เราก็จะเจอร้านดอกไม้ในดวงใจได้ไม่ยาก เพื่อให้การส่งดอกไม้เป็นไปอย่างที่ใจเราต้องการและสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้รับได้มากที่สุด 

มหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ส่งท้ายปีพร้อมโปรโมชั่นและดีลสุดพิเศษที่ Shopee 12.12 Birthday Sale

ฟินกันต่อกับโปรโมชั่นส่งฟรีทั่วไทย ช้อปแค่ 0 บาทก็ส่งฟรีทั่วประเทศ พร้อมรับส่วนลด 50% ทุกวัน รีบช้อปด่วนตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2019 นี้! https://shopee.co.th/m/12-12

Tags:

Related Post

ต่อประกันรถยนต์ ที่ไหนดี

ประกันชั้น 2 และ 2+ ต่างกันไหม แล้วคุ้มครองอะไรบ้างประกันชั้น 2 และ 2+ ต่างกันไหม แล้วคุ้มครองอะไรบ้าง

ประกันในท้องตลาดนั้นมีมากมายหลายประเภท หากพูดถึงประกันที่มีความคุ้มครองมากที่สุดก็ต้องเป็นประกันชั้น 1 แต่หากพูดถึงประกันที่มีความคุ้มครองรองลงมา หลายคนอาจจะยัง งง ๆ ว่ามันเป็นประกันชั้น 2 หรือ ประกันชั้น 2+ กันแน่ใช่ไหมคะ เพราะไอ้เจ้าประกัน 2 ตัวนี้ก็ดูจะไม่ต่างกันมากมายเสียเท่าไร เพราะฉะนั้นวันนี้เราจึงมาไขข้อสงสัยให้ทุกคนกันว่าประกันชั้น 2 และ ประกันชั้น 2 + นั้นแตกต่างกันอย่างไร  ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าประกันชั้น 2 นั้นคุ้มครองอะไรบ้าง ในส่วนความคุ้มครองของประกันชั้น 2 นั้นก็จะมี  ความคุ้มครองค่าซ่อมรถของคู่กรณี

รองช้ำรองเท้าเพื่อสุขภาพ

เป็นโรค รองช้ำรองเท้าเพื่อสุขภาพ แบบไหนถึงจะเหมาะสมเป็นโรค รองช้ำรองเท้าเพื่อสุขภาพ แบบไหนถึงจะเหมาะสม

คำถามยอดฮิตของผู้เป็นโรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบนั่นคือ เป็นโรค รองช้ำรองเท้าเพื่อสุขภาพ แบบไหนกันล่ะ ถึงจะเหมาะสมและทำให้ลดอาการปวดของโรคนี้ได้ วันนี้เราจะมาตอบคำถามนี้เพื่อให้ผู้เป็นโรครองช้ำได้หายสงสัยกันค่ะ โดยรองเท้าเพื่อสุขภาพสำหรับโรครองช้ำนั้นควรมีคุณสมบัติดังนี้ 1.มีพื้นรองเท้าด้านที่พยุงอุ้งเท้าได้ดีและมีความนุ่มที่ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป เพื่อที่เวลาก้าวเดินจะทำให้ฝ่าเท้าไม่ได้รับแรงกระแทกมากเกินไป อันเป็นสาเหตุให้เกิดอาการเจ็บปวดบริเวณฝ่าเท้าของโรครองช้ำ 2.มีพื้นรองเท้าด้านนอกรองเท้าที่มีการดูดซับแรงกระแทกที่ดี เนื่องจากสาเหตุของอาการเจ็บปวดของโรครองช้ำนั้นส่วนใหญ่เกิดจากการที่ฝ่าเท้ารับแรงกระแทกและการใส่รองเท้าที่มีพื้นรองเท้าบางจนเกินไปซึ่งทำให้ไม่สามารถรับแรงกระแทกได้ดีพอ ดังนั้นการสวมใส่รองเท้าเพื่อสุขภาพที่มีพื้นรองเท้าด้านนอกที่สามารถดูดซับแรงกระแทกได้ดีนั้นจะช่วยลดอาการเจ็บปวดของโรครองช้ำได้เป็นอย่างดี 3.มีส้นรองเท้าไม่สูงมากจนเกินไป การสวมรองเท้าที่มีส้นสูงเกิน 1.5 นิ้วเป็นประจำก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรครองช้ำ เนื่องจากน้ำหนักตัวจะถ่ายเทไปรวมที่บริเวณส้นเท้าซึ่งจะทำให้ส้นเท้านั้นรับน้ำหนักตัวมากกว่าที่ควร ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณส้นเท้าและลามไปทั่วฝ่าเท้า ผู้เป็นโรครองช้ำจึงควรหลีกเลี่ยงการสวมรองเท้าที่มีส้นสูงแต่หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จริงๆก็ห้ามใส่ทั้งวันเด็ดขาด ควรหารองเท้าเพื่อสุขภาพที่มีส้นเตี้ยมาใส่เพื่อพักเท้าบ้าง 4.มี Insole ที่มีคุณภาพเพื่อช่วยลดแรงกระแทก โดย Insole นั้นก็คือแผ่นรองเท้าที่อยู่ในพื้นรองเท้า ซึ่งรองเท้าทุกคู่จะมี Insole แถมมาให้แต่ไม่มีคุณสมบัติพิเศษ

บริษัททำความสะอาด

วิธีรับมือกับความสกปรก โดยไม่ต้องพึ่งบริษัททำความสะอาดวิธีรับมือกับความสกปรก โดยไม่ต้องพึ่งบริษัททำความสะอาด

บทความนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาบอกคุณแม่บ้านกันค่ะ ซึ่งเนื้อหาในบทความนี้จะเกี่ยวกับวิธีรับมือกับสิ่งสกปรกต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นภายในบ้าน รับรองได้ว่าทำง่าย หายห่วง ไม่ต้องพึ่งบริษัททำความสะอาดเลย 3 วิธีรับมือกับความสกปรก โดยไม่ต้องพึ่งบริษัททำความสะอาด ทิ้งให้อ่างล้างมือเปียกชื้น อ่างล้างมือไม่ว่าจะตรงส่วนระบายน้ำ หรือส่วนท่อน้ำทิ้ง ก็ล้วนแต่มีเชื้อโรคและแบคทีเรียสะสมได้ง่าย เนื่องจากปัจจัยด้านความชื้นจากน้ำที่ค้างอยู่บนพื้นผิว และเศษอาหารที่มักตกค้างอยู่ เมื่อสองอย่างนี้รวมกันก็กลายเป็นความสกปรก วิธีแก้ไข คือ เช็ดอ่างให้แห้งหลังการใช้ และใช้เบกกิ้งโซดาทำความสะอาดส่วนระบายน้ำและท่อน้ำทิ้งสัปดาห์ละครั้ง ทำความสะอาดพื้นเป็นลำดับแรก ถ้าคุณกวาด เช็ด หรือดูดฝุ่นบนพื้นเป็นลำดับแรก ฝุ่นจากเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ไม่ว่าจะตู้ โต๊ะ เคาน์เตอร์ที่คุณทำความสะอาดทีหลังก็จะตกลงมาบนพื้น ซึ่งทำให้คุณต้องทำความสะอาดพื้นซ้ำอีกอยู่ดี